ศูนย์การเรียนชุมชน มัสยิดดอกไม้




 

ใบความรู้ที่ 8 วิชาภาษาอังกฤษ (ระดับม.ปลาย)

UNDERSTANDING

12

TENSEs

BY

GAYGOOD2006@HOTMAIL.COM 

1. Present Simple

Subject + verb1(s,es).

- ใช้กับความจริงที่เป็นกฏตายตัว
-
ใช้กับการกระทำซึ่งเป็นประจำในปัจจุบัน
-
ใช้กับสิ่งที่กำหนดแน่นอนแล้วว่าจะกระทำในอนาคต

2. Past Simple

Subject + verb2.

- ใช้กับการกระทำซึ่งเกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีต
-
ใช้กับการกระทำซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำในอดีต (ปัจจุบันไม่มีการกระทำนั้นแล้ว)

3. Future Simple

subject + will ( หรือ shall) + verb1.

- ใช้กับการกระทำที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

4. Present Continuous

Subject + is(am,are) + (verb+ing).

- ใช้เมื่อการกระทำนั้นกำลังดำเนินอยู่ต่อหน้า(ในขณะที่พูดประโยคนั้น)
-
ใช้ในเหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่เป็นประจำในขณะที่พูด
-
ใช้แสดงเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน

5. Past Continuous

subject+ was(were)+(verb+ing)

- ใช้ได้ลอย ๆ เพียงเหตุการณ์เดียวได้เฉพาะในกรณีที่มีคำบอกช่วงเวลากำกับไว้ในประโยค คือ บอกว่าเหตุการณ์นั้น ๆ กำลังดำเนิน อยู่ในอดีตตลอดเวลาที่กำหนดนั้น
-
ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่าง ซึ่งกำลังดำเนินอยู่พร้อม ๆ กันในอดีต
-
ใช้ past continuous คู่กับ past simple เมื่อเหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่(past continuous) ก็มีเหตุการณ์อีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น (past simple) เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ใช้ past continuous เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ใช้ past simple

6. Future Continuous

subject + will(shall) be + (verb+ing ).

-  ใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตจะมีเหตุการณ์อะไรกำลังดำเนินอยู่
-
ใช้กับเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งผู้พูดตัดสินใจแน่นอนแล้วว่า จะทำเช่นนั้น (ประโยคเช่นนี้ใช้เพียง furture simple ก็ได้ แต่ความหมายจะอ่อนลงไป)

 

7.Present Perfect

Subject + has(have) + verb3.

- ใช้กับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต แต่ดำเนินติดต่อเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูดประโยคนั้นโดยปกติจะมี กลุ่มคำ หรือ ประโยค บอกว่าเหตุการณ์นั้นเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด
-
ใช้แสดงการเคยหรือไม่เคย
-
ใช้ present perfect กับเหตุการณ์ที่เพิ่งจบลงใหม่
-
กับเหตุการณ์ซึ่งความจริงจบลงไปแล้ว แต่ใจผู้พูดยังรู้สึกในผลของเหตุการณ์นั้นๆอยู่

8.Past Perfect

Subject + had + verb3

- ใช้ tense นี้ เมื่อมีเหตุการณ์ 2 อย่างในอดีต อย่างหนึ่งเกิดก่อนอีกอย่างหนึ่ง
เหตุการณ์ที่เกิดก่อนใช้ past perfect
เหตุการณ์ที่เกิดภายหลัง ใช้ past simple
-
ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเวลาหนึ่งในอดีต

9.Future Perfect

Subject + will have + verb3

- ใช้เมื่อต้องการจะบอกว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคตเหตุการณ์อย่างหนึ่งได้จบสิ้นลง"เวลาหนึ่งในอนาคต"
-
ใช้แสดงความคาดคะเนหรือสงสัย


10.Present Perfect Continuous

Subject + has(have) been + (verb+ing)

- ใช้ได้เฉพาะกริยาที่มีการต่อเนื่อง ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและดำเนินติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

11. Past Perfect Continuous

Subject + had been + (verb+ing).

- โดยปกติจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ในอดีต 2 เหตุการณ์ ขณะที่เหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่ก็อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ใช้ past perfect (continuous)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ ใช้ past simple

12. Future Perfect Continuous

Subject + will(shall) + have been + (verb+ing)

- ใช้เฉพาะเมื่อต้องการเน้นความต่อเนื่องเท่านั้น คือใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต เหตุการณ์อย่างหนึ่งซึ่งดำเนินมาก่อนหน้านั้นก็ยังคงดำเนินอยู่และจะดำเนิน ต่อไปอีก

1.Present simple

 

Subject คือประธานของประโยค
Verb 1
คือ กริยาแท้ ที่ไม่มีการผันใดๆ
และต้องเติม s หรือ es หากประธานเป็นเอกพจน์ ยกเว้น I, You 

ทีนี้เราจะใช้ Tense แบบนี้เมื่อไหร่กัน เราจะใช้ในสถานการณ์เวลาเราจะพูดถึง...

 

1. พูดถึง การกระทำ ที่เป็นกิจวัตรประจำวัน หรือประเพณีนิยม เช่น
I get up at 10 o'clock every Saturday.
ฉันตื่นนอน 10 โมงตรงทุกวันเสาร์ (เป็นกิจวัตร เพราะตื่นเช้า จนเป็นนิสัย (เช้าตรงไหนอะ))

Most Japanese drink green tea.
คนญี่ปุ่นส่วนมากชอบดื่มชาเขียว (อันนี้เป็นประเพณีนิยม)

 

2. พูดถึงเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ (ส่วนมากมี adverb ที่แสดงความถี่ เช่น always, often, usually, sometimes, rarely, everyday, once month, และอื่นๆ) เช่น
He always goes to work very early.
เข้าไปทำงานแต่เช้าเสมอ

We often have lunch at school.
เราทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนบ่อยๆ

  

3. เหตุการณ์ที่เป็นจริงเสมอ (กฏตายตัว) เช่น
The earth goes around the sun.
โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์

Water boils at 100 degree celcius.
น้ำเดือดที่จุด 100 องศาเซลเซียส

 

4. เหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะที่พูด เช่น
I have two million baht in my pocket now
ฉันมีเงินสองล้านบาทอยู่ในกระเป๋า

He drives a bus
เขาขับรถเมล์ (หมายถึงเขาทำงานเป็นคนขับนะ ไม่จำเป็นต้องกำลังขับในตอนนั้น)  

 

5. แสดงกริยาที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ เช่น
I love cheesecake.
ฉันรักชีสเค้ก

She knows me so well.
เธอรู้จักฉันดี

This car belongs to John.
รถนี้เป็นของ John

 

Subject + Verb 1 แต่ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ ยกเว้น I, You จะต้องมีการเติม s หรือ es นะ
ส่วนพหูพจน์ ไม่ต้องไปเติมที่กริยาใดๆ เช่น...
I play tennis everyday.
*Ploy always goes to work at 7 o'clock.

 

คำถาม...


เราจะใช้ Do และ Does มาเป็นกริยาช่วยเรา โดยเติมหน้าประโยคเลย (Does ใช้กับประธานที่เป็นเอกพจน์เท่านั้น ที่เหลือใช้ Do )
และโน้ตนิดนึงว่า s หรือ es นั้น มันเป็นโรคขี้กลัว พวกกริยาช่วย ฉะนั้น verb ที่เคยเติม s ก็จะตัดออกไป เช่น...
Do you play tennis everyday?
*Does Ploy always go to work at 7 o'clock?

 

ปฏิเสธ...


ยังเป็น Do และ Does ที่มาช่วยเราอีกครั้ง แต่เพิ่ม not มาด้วยเป็น Do not (Don't) หรือ Does not (Doesn't) โดยเอาไปไว้ระหว่าง ประธาน กับกริยา เช่น...
I don't play tennis everyday.
Ploy does not always go to work at 7 o'clock.